ค้นหาข้อมูลด้วย RAG
เชื่อมคำตอบกับเอกสารที่ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึง พร้อมแสดงแหล่งข้อมูลให้ตรวจสอบได้
Enterprise AI & RAG Integration
พัฒนาระบบ AI สำหรับค้นหาความรู้ ผู้ช่วยลูกค้า และงานเอกสารของธุรกิจไทย พร้อมกำหนดสิทธิ์ข้อมูล ขั้นตอนตรวจสอบโดยคน และวิธีวัดคุณภาพก่อนนำไปใช้งานจริง
พัฒนาระบบ AI สำหรับธุรกิจ
พัฒนาระบบ AI สำหรับธุรกิจ
ค้นหาข้อมูลด้วย RAG
เชื่อมคำตอบกับเอกสารที่ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึง พร้อมแสดงแหล่งข้อมูลให้ตรวจสอบได้
ผู้ช่วยภาษาไทย
ออกแบบผู้ช่วยที่ใช้ภาษาสอดคล้องกับธุรกิจ พร้อมแจ้งข้อจำกัดและส่งต่อให้ทีมงานเมื่อจำเป็น
ประมวลผลเอกสาร
แยกประเภทและดึงข้อมูลจากเอกสาร โดยส่งผลลัพธ์ที่ไม่แน่ใจให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบ
เชื่อมต่อระบบงาน
เชื่อม AI กับเครื่องมือเดิมผ่าน API โดยกำหนดสิทธิ์และจุดที่ต้องอนุมัติก่อนดำเนินการ
The Reality of Enterprise AI
ตรวจระบบเดิม กลุ่มลูกค้า และเป้าหมายธุรกิจก่อนกำหนดขอบเขตงาน พร้อมอธิบายสิ่งที่ต้องปรับ ทรัพยากรที่ใช้ และวิธีติดตามผลให้ทีมเข้าใจตรงกัน
หัวข้อที่เลือก
เลือกงานที่ทำซ้ำและมีข้อมูลพร้อม กำหนดสิ่งที่ต้องการวัดและขั้นตอนที่ยังต้องให้คนตัดสินใจก่อนเริ่มพัฒนา
Our Core Capabilities
เลือกขอบเขตงานให้เหมาะกับความต้องการและระบบของธุรกิจ
เชื่อมคำตอบกับเอกสารที่ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึง พร้อมแสดงแหล่งข้อมูลให้ตรวจสอบได้
ออกแบบผู้ช่วยที่ใช้ภาษาสอดคล้องกับธุรกิจ พร้อมแจ้งข้อจำกัดและส่งต่อให้ทีมงานเมื่อจำเป็น
แยกประเภทและดึงข้อมูลจากเอกสาร โดยส่งผลลัพธ์ที่ไม่แน่ใจให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบ
เชื่อม AI กับเครื่องมือเดิมผ่าน API โดยกำหนดสิทธิ์และจุดที่ต้องอนุมัติก่อนดำเนินการ
ใช้ชุดคำถามและตัวอย่างงานจริงทดสอบความถูกต้อง ติดตามข้อผิดพลาด และรับความเห็นจากผู้ใช้
ติดตามจำนวนคำขอ ค่าใช้จ่าย และเวลาตอบสนอง พร้อมทบทวนโมเดลและการตั้งค่าตามผลทดสอบ
Delivery Framework
ห้าขั้นตอนที่กำหนดขอบเขต ผู้รับผิดชอบ และจุดตรวจงานชัดเจน
01
ตรวจเป้าหมาย ระบบเดิม และความต้องการผู้ใช้ เพื่อกำหนดขอบเขตและลำดับงาน
02
กำหนดขั้นตอน ผู้รับผิดชอบ และข้อจำกัด พร้อมแผนงานให้ทีมตรวจสอบก่อนเริ่ม
03
พัฒนาและปรับปรุงตามขอบเขตที่ตกลง แบ่งส่งงานเป็นระยะและรายงานความคืบหน้า
04
ตรวจขั้นตอนใช้งาน ข้อมูล และการวัดผลตามสถานการณ์ที่กำหนด พร้อมแก้ไขข้อผิดพลาด
05
ติดตามผลหลังเปิดใช้ ส่งมอบคู่มือ และวางแผนดูแลหรือปรับปรุงร่วมกับทีม
สรุปบริการ
ระบบ AI สำหรับธุรกิจใช้ช่วยค้นหาข้อมูล ประมวลผลเอกสาร ตอบคำถาม หรือจัดการงานซ้ำ RAG ช่วยนำข้อมูลจากเอกสารมาประกอบคำตอบ แต่ไม่ได้ทำให้คำตอบถูกต้องเสมอ การพัฒนาควรกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ชุดทดสอบคุณภาพ และขั้นตอนตรวจสอบโดยคน พร้อมติดตามความผิดพลาดและค่าใช้จ่ายหลังนำไปใช้จริง
Investment & Value
ค่าบริการขึ้นอยู่กับขอบเขต ระบบเดิม เนื้อหา และความซับซ้อนของการเชื่อมต่อ เราประเมินงานและจัดลำดับความสำคัญก่อนเสนอราคาตามโครงการ
ควรพิจารณาค่าสมาชิก โฮสติ้ง เนื้อหา และการดูแลต่อเนื่องร่วมกับค่าพัฒนาครั้งแรก โดยระบุว่าแต่ละรายการครอบคลุมอะไรและใครเป็นผู้รับผิดชอบ
ขอใบเสนอราคาและประเมินโครงการเบื้องต้นTCO
ขอบเขตงาน
จำนวนหน้า ฟีเจอร์ และขั้นตอนธุรกิจที่ต้องพัฒนา
ระบบเดิม
การเตรียมข้อมูล ปัญหาทางเทคนิค และระบบที่ต้องเชื่อมต่อ
ตลาดและภาษา
ประเทศเป้าหมาย ภาษา และความต้องการของแต่ละพื้นที่
การดูแลต่อเนื่อง
งานติดตามผล บำรุงรักษา และปรับปรุงหลังเปิดใช้งาน
สรุปราคาเมื่อกำหนดขอบเขตและผู้รับผิดชอบงานร่วมกันแล้ว
Enterprise AI Strategy Guide
อ่านรายละเอียดขอบเขต วิธีดำเนินงาน ค่าใช้จ่าย และคำถามก่อนเลือกผู้ให้บริการ
บทที่ 1: การประเมินความพร้อมและคุณค่าทางธุรกิจ
เมื่อองค์กรต้องการนำ Generative AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สิ่งแรกที่มักกลายเป็นคำถามคลาสสิกคือความจำเป็นในการสร้างหรือเทรนโมเดลเป็นของตัวเอง (Fine-tuning) ในความเป็นจริงแล้ว การเทรนโมเดลด้วยตัวเองต้องการข้อมูลปริมาณมหาศาล กำลังการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่มีราคาแพงลิบลิ่ว และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูง ซึ่งไม่ตอบโจทย์ในแง่ของความคุ้มค่าและความยืดหยุ่นทางธุรกิจสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ที่ต้องการเน้นประสิทธิภาพการสืบค้นข้อมูลเป็นหลัก สถาปัตยกรรม Retrieval-Augmented Generation หรือ RAG จึงกลายเป็นคำตอบที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีหลักการทำงานที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยใช้ความสามารถในการอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาอันยอดเยี่ยมของโมเดลขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้วในตลาด (LLM) มาผสานกับฐานข้อมูลภายในที่องค์กรมีสิทธิ์เข้าถึงทั้งหมดอย่างเป็นทางการโดยไม่ต้องส่งข้อมูลเหล่านั้นไปป้อนให้กับขั้นตอนเทรนโมเดล
ข้อดีของการใช้สถาปัตยกรรม RAG คือคำตอบที่ได้จะมีความน่าเชื่อถือสูงมาก เนื่องจากมีระบบสืบค้นคัดเลือกเนื้อหาที่ตรงกับคำถามที่สุดจากคู่มือหรือเอกสารที่มีอยู่มาให้ AI อ่านประกอบการสรุปความ วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่ AI จะจินตนาการคำตอบขึ้นมาเองอย่างไม่มีทิศทาง (Hallucination) และลดความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลได้อย่างดีเยี่ยม ระบบสามารถชี้แจงแหล่งอ้างอิงชัดเจนว่านำเนื้อหามาจากเอกสารฉบับใด ยิ่งไปกว่านั้น ระบบ RAG ยังช่วยให้องค์กรประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำกระบวนการเทรนใหม่ทุกครั้งที่มีการอัปเดตข้อมูลเอกสาร ผู้ดูแลระบบเพียงแค่อัปโหลดเอกสารเวอร์ชันใหม่เข้าไปในระบบฐานข้อมูลเวกเตอร์ ระบบก็พร้อมสืบค้นด้วยข้อมูลล่าสุดได้ทันที
บทที่ 2: สถาปัตยกรรมและการจัดการภาษาไทย
แม้ว่าเทคโนโลยี RAG จะฟังดูเรียบง่าย แต่เมื่อต้องนำมาประยุกต์ใช้งานจริงกับเอกสารภาษาไทยขององค์กร วิศวกร AI มักต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางภาษาที่แตกต่างจากภาษาอังกฤษอย่างสิ้นเชิง ภาษาไทยเป็นภาษาที่เขียนติดกันโดยไม่มีสัญลักษณ์แบ่งวรรคคำอย่างชัดเจน และยังมีระดับความหมายของคำที่ขึ้นอยู่กับบริบทและคำทับศัพท์เทคโนโลยีค่อนข้างสูง หากระบบทำขั้นตอนแบ่งส่วนข้อความ (Text Chunking) แบบตรงไปตรงมาโดยไม่ใช้โมดูลประมวลผลภาษาธรรมชาติภาษาไทย (Thai NLP) ที่เหมาะสม ข้อมูลสำคัญอาจถูกตัดขาดตรงกลางคำ ส่งผลให้เมื่อแปลงข้อความเป็นเวกเตอร์แล้ว ค่าความเชื่อมโยงทางความหมายจะไม่สมบูรณ์ และทำให้เวลาที่ผู้ใช้สืบค้นข้อมูล ระบบไม่สามารถค้นหาเอกสารที่เหมาะสมมาตอบคำถามได้จริง
เพื่อก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้ การออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลที่ทรงประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องนำเอาเทคโนโลยีการค้นหาแบบลูกผสม (Hybrid Search) มาประยุกต์ใช้งานร่วมกัน โดยทำการสืบค้นผ่านมิติความหมายลึกซึ้ง (Dense Vector Retrieval) ร่วมกับการตรวจจับคีย์เวิร์ดเฉพาะทางธุรกิจ (Sparse Lexical Retrieval) การออกแบบเลเยอร์ประมวลผลคำขั้นต้นที่มีการตัดคำอย่างเหมาะสม ตลอดจนการปรับแต่งเทคนิคการดึงข้อมูลที่ตรงจุดและการจัดอันดับความเกี่ยวข้องใหม่ (Reranking) จะช่วยคัดเลือกเอกสารที่มีคุณภาพสูงที่สุดส่งต่อให้โมเดลภาษาไปสรุปความได้อย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มระดับความเสถียรและความน่าเชื่อถือให้กับผลลัพธ์ของระบบโดยรวม
บทที่ 3: ประสบการณ์ผู้ใช้งานและ Prompt Engineering
ความสำเร็จในการนำ AI มาใช้งานไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบหลังบ้านอย่างเดียว แต่ยังมีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับการออกแบบวิถีปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ (UX/UI) และศิลปะในการเขียนคำสั่งปรับแต่งระบบ (Prompt Engineering) การทำงานของ AI จะต้องถูกควบคุมผ่าน System Prompt ที่ได้รับการทดสอบอย่างละเอียด เพื่อกำหนดบทบาท หน้าที่ โทนเสียง วิธีการเรียบเรียงคำตอบ และแนวทางการปฏิบัติเมื่อระบบไม่พบคำตอบจากคลังข้อมูล ตัวอย่างเช่น การบังคับให้ระบบบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า 'ขออภัย ฉันไม่พบข้อมูลในระบบของคุณ' แทนการเดาหรือหาข้อมูลนอกคลังเอกสารมาตอบ เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความไว้วางใจในการใช้งานระดับองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การออกแบบอินเทอร์เฟซเพื่อแสดงผลลัพธ์จำเป็นต้องเหมาะสมกับรูปแบบงาน เช่น สำหรับทีมงานคอลเซ็นเตอร์ ระบบควรเสนอคำตอบที่สั้นกระชับพร้อมชุดประโยคสำคัญที่นำไปสื่อสารต่อได้ทันที ขณะที่หากใช้งานเพื่อการค้นคว้าวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก อินเทอร์เฟซควรจัดเตรียมฟังก์ชันการเปรียบเทียบข้อมูลและการดาวน์โหลดเอกสารอ้างอิง รวมถึงการนำเสนอหัวข้อบทสนทนาที่น่าสนใจใกล้เคียงเพื่อให้พนักงานสืบค้นต่อยอดความรู้ได้สะดวกรวดเร็ว การใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้เป็นตัวตัดสินว่าผู้ใช้งานจะยอมรับระบบ AI ไปเป็นเครื่องมือหลักในการทำงานประจำวันจริงหรือไม่
บทที่ 4: การรักษาความปลอดภัยและความปลอดภัยของข้อมูล
เมื่อองค์กรเริ่มนำเทคโนโลยี AI และโมเดลภาษามาใช้งานกับเอกสารสำคัญของตนเอง ประเด็นด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) จะต้องถูกพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ ตั้งแต่วันแรกของการวางโครงสร้างระบบ ระบบที่ดีจะต้องมั่นใจว่าข้อมูลที่เป็นส่วนตัว เช่น ข้อมูลประวัติพนักงาน ข้อมูลเงินเดือน หรือข้อมูลลูกค้า จะต้องไม่ถูกส่งออกไปเป็นข้อมูลเรียนรู้ของค่ายผู้ให้บริการภายนอก และจะต้องจัดเก็บอยู่ภายใต้การปกป้องและขอบเขตความรับผิดชอบของระบบไอทีขององค์กรเท่านั้น นอกจากนี้ การเชื่อมต่อผ่าน API กับผู้ให้บริการคลาวด์ต่างประเทศ จะต้องใช้ช่องทางการสื่อสารที่เข้ารหัสและมีการลงนามข้อตกลงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอย่างรัดกุม
ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบสิทธิ์เข้าใช้งานข้อมูลตามบทบาทหน้าที่ (Role-Based Access Control) ถือเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ โซลูชัน RAG ระดับมืออาชีพจะต้องมีความสามารถในการตรวจสอบว่าผู้ใช้งานที่กำลังถามคำถามมีสิทธิ์เข้าถึงเอกสารชิ้นนั้นๆ หรือไม่ก่อนที่จะทำการดึงข้อมูลมาตอบ หากไม่มีสิทธิ์ ระบบจะต้องปฏิเสธและไม่นำข้อมูลเหล่านั้นมาสรุปคำตอบให้เห็นอย่างเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้ต้องการระบบระบุตัวตนที่มีความซับซ้อนและการตรวจสอบสิทธิ์อย่างสม่ำเสมอในทุกคำถาม เพื่อปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับสุดยอดของแต่ละแผนกในบริษัทไม่ให้รั่วไหลไปสู่บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
บทที่ 5: การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและการเป็นเจ้าของระบบ
ความผิดพลาดอย่างหนึ่งที่องค์กรส่วนใหญ่มักพบเจอหลังจากติดตั้งระบบ AI คือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Running Cost) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีทิศทาง เนื่องจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่ส่วนมากคิดค่าบริการตามปริมาณข้อมูลนำเข้าและส่งออก (Token Base) การออกแบบระบบ RAG ที่ไม่มีการควบคุมที่ดี เช่น การส่งประวัติสนทนายาวเกินไปในทุกๆ คำถาม หรือการสกัดเอกสารที่มีเนื้อหาซ้ำซ้อนโดยไม่มีการลดทอนขนาดข้อความ จะทำให้ปริมาณการใช้ Token พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องนำเทคนิคจำกัดประวัติบทสนทนา (Conversation Truncation) การจัดเก็บข้อมูลผลลัพธ์ที่พบบ่อย (Response Caching) และการคัดกรองข้อมูลซ้ำซ้อนมาช่วยบริหารจัดการต้นทุนการใช้งาน API อย่างเหมาะสม
อีกแง่มุมที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความสามารถในการเปลี่ยนย้ายเทคโนโลยีพื้นฐาน (Model Portability) ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ที่มีเทคโนโลยีใหม่เผยแพร่เกือบทุกสัปดาห์ การสร้างระบบที่ยึดติดกับผู้ให้บริการรายเดียวย่อมเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง สถาปัตยกรรมที่ดีจึงควรสร้างบนฐานแนวคิดที่ยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนปลายทางของ API จากผู้ให้บริการระดับโลกรายหนึ่งไปยังอีกราย หรือย้ายระบบไปรันบนโมเดลแบบ Open-Source ภายในระบบปิดของตนเองได้โดยง่าย โดยไม่มีผลกระทบต่อรหัสระบบหลักและการใช้งานของพนักงาน ช่วยรักษาอำนาจในการเจรจาต่อรองและการควบคุมค่าใช้จ่ายให้แก่องค์กรในระยะยาว
บทที่ 6: การประเมินผลและการเลือกพันธมิตรผู้พัฒนา
การวัดผลโครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้จบลงที่เกณฑ์ความแม่นยำของคำตอบเป็นเปอร์เซ็นต์แบบเดิมๆ เสมอไป เนื่องจากคำตอบจาก Generative AI มักมีความแตกต่างในแง่ของระดับภาษาและความน่าอ่านในแต่ละครั้ง องค์กรธุรกิจจึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินผลในมิติต่างๆ เช่น อัตราการลดลงของปริมาณคำร้องเรียนในระบบสนับสนุน (Support Ticket Reductions) ความรวดเร็วในการสืบค้นข้อมูลสำคัญของพนักงาน และการประหยัดเวลาของแผนกบริการลูกค้า นอกจากนี้ การจัดตั้งกลไกการวัดผลที่เป็นรูปธรรมผ่านกระบวนการทำข้อสอบประเมินระบบคำถามตอบ (QA Gold Dataset) ที่ครอบคลุมคำถามพบบ่อยในธุรกิจ จะช่วยให้ทีมประเมินความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ด้วยเกณฑ์ที่ตรวจสอบซ้ำได้
ในการพิจารณาเลือกผู้พัฒนาโครงการ AI สิ่งที่สำคัญกว่าความรู้เรื่องตัวโมเดลคือ ความสามารถในการจัดการและจัดเตรียมสถาปัตยกรรมข้อมูล ความเข้าใจประเด็นความปลอดภัยของเครือข่ายภายในองค์กร ประสบการณ์ในการปรับแต่งการประมวลผลคำภาษาไทยที่ยากและละเอียดอ่อน ตลอดจนความพร้อมในการส่งมอบเอกสารสถาปัตยกรรมและซอร์สโค้ดอย่างโปร่งใส เพื่อให้ทีมงานของคุณสามารถนำระบบไปใช้งานและบริหารจัดการต่อยอดเองได้ พันธมิตรที่ดีจะต้องพร้อมทำงานร่วมกับคุณตั้งแต่ขั้นตอนการนิยามโจทย์และการทดสอบเพื่อความปลอดภัยและการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด
Frequently Asked Questions
คำตอบเรื่องขอบเขต การติดตั้ง ค่าใช้จ่าย และการดูแลต่อเนื่อง
RAG คือการค้นคืนข้อมูลจากฐานข้อมูลภายนอกแล้วส่งต่อให้ AI สรุปความ เหมาะสมอย่างยิ่งกับการทำระบบค้นหาเอกสาร คู่มือธุรกิจ และคำถามพบบ่อย เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการเทรนโมเดลใหม่ อัปเดตข้อมูลได้ง่าย และไม่จำกัดอยู่กับโมเดลใด ส่วน Fine-tuning คือการปรับแต่งความเข้าใจ โทนเสียง หรือสไตล์เฉพาะของโมเดล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก ไม่ตอบโจทย์การสืบค้นข้อมูลจำนวนมหาศาลที่อัปเดตบ่อย โดยส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้ RAG เป็นหลัก และทำ Fine-tuning เฉพาะเมื่อต้องการปรับให้ AI ทำตามรูปแบบหรือกฎเกณฑ์ทางเทคนิคเฉพาะตัวเท่านั้น
ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถจัดระเบียบผ่านแนวทางการจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวให้อยู่ในเครือข่ายปิดขององค์กร หรือเลือกใช้งานคลาวด์ API ที่มีนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ไม่นำข้อมูลการใช้งานไปเทรนโมเดลสาธารณะ (Data Privacy Addendum) ระบบ RAG ของเราจะประมวลผลโดยกำหนดระบบควบคุมสิทธิ์ผู้ใช้ (Access Control) เพื่อแยกแยะสิทธิ์การสืบค้นข้อมูลเฉพาะของบุคคล ช่วยป้องกันพนักงานทั่วไปไม่ให้สืบค้นข้อมูลจำกัดสิทธิ์ของฝ่ายอื่นๆ ได้อย่างเคร่งครัด
เราลดความผิดพลาดนี้ลงโดยการปรับปรุงกระบวนการดึงข้อมูล (Retrieval Layer) ให้มีความแม่นยำสูงขึ้นเพื่อให้ส่งเฉพาะข้อมูลที่เป็นความจริงของบริษัทเท่านั้นให้แก่ AI และเขียนข้อกำหนดที่เข้มงวดในคำสั่งเบื้องต้น (System Prompt) บังคับให้ AI ปฏิเสธการตอบเมื่อค้นไม่พบหลักฐานอ้างอิง รวมถึงติดตั้งระบบวิเคราะห์เพื่อแจ้งเตือนคำตอบที่อาจขัดแย้งกับความเป็นจริงก่อนจะแสดงผลลัพธ์ให้แก่ผู้ใช้งานปลายทาง
ค่าใช้จ่ายระยะยาวประกอบด้วยสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือค่าเซิร์ฟเวอร์คลาวด์หรือค่าบริการ Vector Database ซึ่งมักเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนคงที่ และส่วนที่สองคือค่าบริการใช้งาน API โมเดล (เช่น OpenAI, Anthropic) ซึ่งคิดตามจำนวน Token ที่ป้อนเข้าและตอบกลับออกไป เรามีโซลูชันเพื่อควบคุมงบประมาณในส่วนนี้ผ่านการทำระบบ Cache เพื่อลดการส่งถามเรื่องเดิมๆ และจำกัดจำนวนการใช้งานของผู้ใช้ต่อวัน เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายบานปลาย
ภาษาไทยมักไม่มีสัญลักษณ์แบ่งวรรคตอนและมีคำพ้องรูปพ้องเสียงมาก โมเดลภาษาต่างประเทศบางตัวอาจตัดคำผิดพลาด ส่งผลให้การแปลงข้อมูลเป็นเวกเตอร์ผิดเพี้ยนไป เราแก้ปัญหานี้โดยการใช้โมดูลตัดคำภาษาไทยที่พัฒนาเฉพาะ นำเสนอวิธีการค้นหาความรู้แบบคู่ขนาน (Hybrid Search) ซึ่งผสมผสานระหว่างการจับใจความและคีย์เวิร์ด และปรับแต่งค่า Re-ranking เพื่อจัดเรียงหน้าเอกสารที่ตรงประเด็นที่สุดขึ้นมาใช้งาน เพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อนทางภาษา
สามารถทำได้โดยการใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เป็นประเภท Open-Source คุณภาพสูง (เช่น โมเดลตระกูล Llama หรือโมเดลภาษาไทยเฉพาะทาง) นำมาปรับตั้งค่าและรันงานภายในโครงสร้างพื้นฐานหรือ Private Cloud ขององค์กรเอง วิธีนี้ช่วยเพิ่มการควบคุมข้อมูลได้ แต่ยังต้องประเมินซอฟต์แวร์ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และเส้นทางข้อมูลทั้งหมด แต่ต้องการการลงทุนในระบบฮาร์ดแวร์ GPU สำหรับประมวลผลเบื้องต้นที่มีงบประมาณสูงกว่าการเชื่อมต่อคลาวด์ API
Model Portability คือความยืดหยุ่นในการจัดทำซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อหรือฝังตัวตายตัวกับแบรนด์ผู้ให้บริการโมเดล AI รายใดรายหนึ่ง ช่วยให้องค์กรสามารถโยกย้ายระบบหลักไปเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการภายนอกรายอื่น หรือสลับไปใช้ระบบ Open-source ได้เมื่อความคุ้มค่าเปลี่ยนไป ความยืดหยุ่นนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการปรับขึ้นราคากะทันหัน ความเสถียรของเซิร์ฟเวอร์จากค่ายหลัก หรือการปิดตัวของเทคโนโลยี ช่วยปกป้องสถาปัตยกรรมข้อมูลที่พัฒนามาให้มีความคงทนในระยะยาว
โครงการส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นเฟส ระยะเฟสแรกคือการทำ Proof of Concept (PoC) ร่วมกันใช้เวลาประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์ เพื่อประเมินผลลัพธ์จากตัวอย่างข้อมูลจริง หลังจากได้รับการยืนยันผลลัพธ์ จึงจะเริ่มเฟสพัฒนาเต็มรูปแบบพร้อมปรับปรุงระบบความปลอดภัยและการเชื่อมต่อระบบเดิมขององค์กร ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 4 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลและจำนวนแพลตฟอร์มปลายทางที่ต้องการให้ติดตั้งเชื่อมต่อ
Get Started with Enterprise AI
บอกความต้องการและเป้าหมายของคุณ เพื่อกำหนดขอบเขตและขั้นตอนถัดไปร่วมกัน